Fictionz

[SF] Silver moonlight

posted on 12 Nov 2007 09:27 by karyoubinga  in Fictionz

คำเตือน : บทความต่อไปนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งสมมติขึ้นเท่านั้น  ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลจริง เหตุการณ์ และสถานที่จริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจาณญาณในการอ่าน  อนึ่ง  บทความนี้ออกไปในแนว Boy's Love หรือ Yaoi หากใครรับไม่ได้ ขอให้ออกจากบล็อคโดยด่วน...เราเตือนท่านแล้ว...อิ อิ

 

 

 

 

ผมยังจำได้....

ว่าคืนนั้น...เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างนวลตา...

 

 

ท้องฟ้าสีดำมืด อนธการ เหมือนผืนกำมะหยี่ผืนใหญ่ถูกคลี่ดึงมาปกคลุมชั้นฟ้า

มีระบายเมฆเล็กน้อย เหมือนผืนไหมแผ่วบาง ที่ปลิวเรี่ย ล้อสายลมเย็นชื้น

กลิ่นดิน และ ดอกไม้ หอมเย็น ลอยเรี่ยอบอวลไปทั่วบริเวณ

สายฝนเย็นฉ่ำเพิ่งจะหยุดตกไปไม่นาน...

 

 

 

เสียงใสกังวาน ร้องดังขึ้นอย่างรู้จังหวะ

พร้อมๆกับขาหน้าเล็กๆที่พยายามตะกุยประตูบ้าน

 

 

ยิ้มให้อย่างเอ็นดูในกิริยาน่ารักนั้น

ก่อนที่ผมจะเปิดประตูบ้านให้กว้างเพื่อให้มันได้ออกไปย่ำราตรีอย่างที่มันต้องการ

 

 

"อยากออกไปข้างนอกเต็มแก่แล้วสิ....อย่ากลับมาดึกนักล่ะ"

 

เอ่ยเตือนอย่างคุ้นเคย...

ก่อนที่จะแลสบเข้ากับสายตาสีน้ำเงินอมเทาคู่สวย

ที่สวย...เหมือนแสงจันทร์...

 

 

หันหลังกลับมามองผมด้วยแววตาววาววับอย่างประหลาด...

สายตา...เหมือนจะสื่อความนัย...

เสียงสร้อยเงินร้อยกระพรวนสีเดียวกันแทนปลอกคอ ดังลั่นกรุ๋งกริ๋งยามที่มันสะบัดตัวกลับแล้วเริ่มออกเดิน

เสียงร้องแหลมเล็กดังให้ได้ยินอีกทีราวกับจะตอบรับคำเอ่ยของผม

 

ก่อนที่ร่างเล็กปราดเปรียวนั้นจะหายลับไปกับความมืด

ราวกับตอบรับคำเชื้อเชิญจากแสงจันทร์......

 

 

และนับตั้งแต่วันนั้น...มันก็ไม่กลับมาหาผมอีกเลย...

 

 

 

 

 

"อรุณสวัสดิ์ครับ....ขอโทษที่มาสาย"

 

เอ่ยปากบอกคำทักทายที่เป็นเหมือนคำออกตัวกลายๆไป

พลางพยายามปิดปากที่ใกล้จะอ้ากว้างเพื่อหาวนอนเต็มแก่

แต่ก็ไม่วายโดนต้อนรับด้วยก้อนกระดาษใช้แล้วปั้นกลมที่ปามาโดน

แม่นยำราวกับจับวาง....

 

 

"สายสี่วันรวดเลยนะแก...มัวแต่ไปทำอะไรตอนกลางคืนอยู่ล่ะ? หืมม์???"

เจ้าของฝีมือปาบอลกระดาษอันฉกาจฉกรรจ์ เอ่ยปากทักทายตามมา

 

"ปกตินายไม่เคยมาสายนี่นา...??"

แล้วต่อท้ายด้วยประโยคคำถามทันที

 

 

"เป็นเพราะเจ้าซิลเวอร์ ยังไม่กลับบ้านเลยน่ะสิ"

 

"ซิลเวอร์???.....แมวของนายตัวนั้นน่ะหรือ?"

 

 

 

ผมเพียงพยักหน้าตอบรับเบาๆ  ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

 

"อ่า...แล้วนายก็ออกไปตามหามันทั้งวันทั้งคืน...ไม่หลับไม่นอน อย่างนี้เนี่ยนะ?"

 

"ช่วงนี้มันเป็นช่วงวางแผนโปรเจคงานใหม่นะเฮ้ย...จุนซู...แถมต้องโคฯกับฝ่ายมาร์เกตของทางบริษัทแม่ด้วย...ดีนะที่วันนี้เขายังไม่เข้ามากัน...ไม่อย่างนั้นล่ะก็...นายโดนเล่นเละแน่ๆ"

 

พยักหน้าตอบรับคำเตือนนั้น...แต่ก็เท่านั้นเอง

เพราะมันแทบไม่เข้ามาอยู่ในหัวสมองเลยสักนิด...

 

 

เสียงลมหายใจทอดถอนดังพรูขึ้นด้านข้าง  ดึงสายตาของผมให้ไปจับจ้องที่มาของเสียง

ชางมินมองสบตาผมด้วยท่าทีเอือมๆ...ก็นะ...ใช่ว่าผมจะไม่เข้าใจว่าตัวเองทำตัวเหลวไหลเพียงใด

 

แต่มันยากเหลือเกินสำหรับผมที่จะไม่พะวงคิดถึงมัน...

สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวของผม...

 

"จุนซู...ซิลเวอร์...แมวของนาย...อายุเท่าไหร่แล้วหรือ?"

 

"สิบสองแล้ว"

แล้วหันกลับไปจ้องหน้าแทนประโยคคำถาม...ถามกลับไป...ว่า...ทำไม?

 

ใบหน้าคมติดแววกระอักกระอ่วนเล็กน้อย  ดวงตาคู่สวยกลอกหลบ  ก่อนที่จะอ้อมแอ้มเอ่ยเฉลยเสียงปร่า

"อ่า...ไม่มีอะไรหรอก...เพียงแค่...เคยได้ยินมาว่า...แมว...เวลาใกล้ตาย...มัน...อ่า...จะหลบออกไปหาที่ของมันเองน่ะ..."

 

 

สีหน้าของผมในตอนนี้คงบ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

เพื่อนตัวดีตรงหน้าถึงโบกไม้โบกมือให้วุ่นวาย พลางเอ่ยแก้ตัวตะกุกตะกัก

 

"อ๊ะ...อ่า...แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าน่ะนะ..."

 

"งั๊นนายก็ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้!!!"

 

อารมณ์ของผมถูกพัดกระพือให้ลอยหวือขึ้นไปกับคำกล่าวแทงใจเหล่านั้น

ไม่มีอะไรจะตอบแทนเพื่อนผู้แสนดีที่คอยเป็นห่วงเป็นใยคนนี้ได้ดีเท่ากับกระดาษขยำก้อนกลมอีกแล้ว...

ผมปาใส่เพื่อนที่รักสุดแรงเกิดทันที...

 

 

 

 

 

 

ท้องฟ้าสีควันบุหรี่ลอยเรี่ยต่ำลงมาเรื่อยๆ...

ผมได้แต่ยืนแหงนมองท้องฟ้าสีหม่น ด้วยความรู้สึกที่หมองยิ่งกว่า

 

 

 

"นายน่าจะเตรียมใจเอาไว้บ้างก็ดีนะ...คือ...ถึงยังไง...อายุขัยของแมวมันก็น้อยกว่าคนอยู่แล้วน่ะ..."

 

 

 

เสียงเตือนของเพื่อนตัวดีที่ ที่ทำงาน ยังคงดังก้องในหัวเหมือนวิทยุเล่นเพลงซ้ำๆกันไปมาอยู่โน้ตเดียว

 

 

กาแฟร้อน หอมกรุ่น ที่ตั้งใจจะดื่มไประหว่างทำงานกองโตที่หอบกลับบ้านมาด้วย

มาตอนนี้...รสหอมหวานกลับฝืดเฝือคอเสียจริง

 

 

สายตา....ทั้งๆที่จ้องมองตัวอักษรสีดำที่เรียงรายเต็มพรืดเหมือนเส้นโซ่อยู่...

 

แต่ภาพที่ปรากฏชัดอยู่ในห้วงคำนึงกลับเป็นเจ้าตัวน้อยขนสีนิล ปราดเปรียว

พร้อมๆกับความรู้สึกโหวงเวกราวกับยืนอยู่ปลายปากเหวไร้ก้น

 

 

โหวงเหวง....เหว่ว้า....อ้างว้าง...

 

เหงา...ใช่...ผมกำลังเหงา...

 

 

เหงาตา...ที่ไม่พบเจอใครออกมาคอยต้อนรับยามเขาเปิดประตูเข้ามา  และคอยยืนส่งเมื่อเขาเดินออกจากประตูไป

เหงาใจ...ที่ไม่มีใครมาอยู่ด้วยกันในกล่องไม้ขีดสีขาวโพลนเช่นนี้...ให้ไออุ่นกันและกันในวันที่สายฝนเย็นเยียบตกประปรอย...

 

 

สมาธิผมไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าได้อีกต่อไป....

ปลายสายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง

ยังคงเห็นม่านเมฆสีเทาหม่น....และสายฝนสีเงินปรอย

ดูเยือกเย็น  ดูสงบนิ่ง

แต่ในใจกลับร้อนรุ่ม ร้อนรน

 

 

ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? 

 

 

จะไม่กลับมาอีกแล้วจริงๆน่ะหรือ???

 

 

เสียงค้านในใจดังก้องจนทนต่อไปไม่ไหว

คว้าร่ม เดินดุ่มออกไปกลางละอองฝนโปรยในที่สุด

 

 

 

แถบทิศที่เคยคุ้น  แถวทางที่คาดว่าเจ้าตัวน้อยชอบไป 

เดินเรื่อยมาจนถึงสวนสาธารณะใกล้กับที่ทำงาน

 

ท้องฟ้าเริ่มมีสีเข้มขึ้นแล้ว....

 

ผมพยายามเดินระตามสุมทุมพุ่มไม้  ด้วยหวังว่าจะเจอร่างเพรียวลมที่คุ้นเคย

ทอดถอนใจทุกครั้งที่แหวกพุ่มหญ้าออกไปพบแต่ความว่างเปล่า

 

พลันเสียงโลหะกระทบกันที่เคยคุ้น แว่วมาให้ได้ยินอย่างแผ่วเบา

เอ่ยเรียกชื่อออกไป 

พลันสาวเท้าก้าวไปยังทิศที่ลั่นเสียงกระดิ่ง

 

ให้ตกใจกับร่างสูงตรงหน้าที่โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้  ดักทางไว้

กลุ่มผมสีท้องฟ้าสะบัดไหว  ตาสบตา...

พลันแว่วเสียงกระพรวนดังมาอยู่ใกล้ตัว...

 

"ซิล...เวอร์"

หลุดปากเรียกชื่อออกไป

 

สายตาสีเดียวกันกับสีดำสนิทเหมือนห้วงอวกาศ แลมองมายังต้นเสียง

 

"....คิม จุนซู...สินะ?"

 

 

เหลือบไปเห็นสายสร้อยสีเงินสว่างเส้นเล็กที่แสนชินตา

ไขว้อยู่ในเรียวนิ้วของคนตรงหน้า

กระพรวนสีเดียวกันสั่นไหว เกิดเสียงดังสะท้อน

 

ค่อยๆยื่นมือออกไปสัมผัสโซ่เส้นเล็กในมือคนแปลกหน้าอย่างช้าๆ

ก่อนจะละสายตาขึ้นมาพินิจร่างสูงอย่างถ้วนถี่

 

"นาย...ซิลเวอร์ เหรอ?"

ถามคำถามโง่ๆ ออกไป...อาจเพราะตอนนี้กำลังเหงาจับใจ  จนเกือบทนไม่ไหว

 

แววตาแบบเดียวกับเจ้าตัวน้อย จ้องมองมาที่ผมนิ่ง

สายตา...อ่านไม่ออก...

แต่มันทำให้รู้สึกสะท้านอายกับคำถามที่หลุดออกไปมากขึ้นกว่าเดิม

 

"ผมชื่อ ยูชอน ต่างหาก...แล้วซิลเวอร์ที่คุณพูดถึงนี่เป็นแมวใช่มั๊ยล่ะ?  แล้วแมวมันจะกลายเป็นคนไปได้ยังไง?"

 

 

คนตัวสูงตรงหน้ายื่นสร้อยในมือคืนให้ผมช้าๆ

 

เอ่ยขอบคุณเบาๆพลางรับมันมาไว้กับตัว

 

 

"แมวของคุณหลุดออกมาหรือ?"

"ก็ประมาณนั้น...หลายวันแล้ว...ยังไม่กลับซักที...ก็เลยเป็นห่วง...มาก"

 

"งั๊นจะช่วยตามหาด้วยก็แล้วกัน...ปล่อยคุณเดินคนเดียวกลางดึก มันอันตราย"

 

"ผมไม่ใช่เด็กเล็กๆนะ!!!!!"

 เอ่ยประท้วงออกไปด้วยความคับข้อง

แต่ก็...ขอบคุณมากๆ

 

 

 

น่าแปลก...ที่ดูเหมือนความว้าวุ่นใจที่มีมันปลาศนาการไปสิ้น

เพียงแค่รับรู้ว่าคนตรงหน้านี้ จะอยู่เป็นเพื่อนช่วยหาเจ้าตัวเล็ก

 

 

 

เราสองคนเดินหาจนเกือบรอบสวนสาธารณะ  แต่ก็ไม่เจอแม้เงา

เหนื่อยล้า...จนต้องขอนั่งพักเอาแรงใต้หอนาฬิกาทรงโบราณกลางสวน

 

 

แสงสลัวของเสาไฟที่ยืนทอดตัวสงบนิ่งรายล้อมเสาอิฐใหญ่  ส่องสว่างรำไรราวกับแสงจันทร์เหมือนในคืนก่อน

 

คิดถึง...

 

 

"รู้ไหม?...ว่าแมว...มักจะมีนัดประชุมใหญ่ตอนกลางดึกที่นี่เสมอ"

 

 

อยู่ๆคนข้างเคียงก็เอ่ยขึ้นมา

แววตาสนุกสนาน ฉายชัดในลูกแก้วคู่สวย

 

 

"ผมเป็นประธานของที่ประชุมนั้นซะด้วย....คอยดูนะ"

 

 

เสียงผิวปากแผ่วเบา  ดังออกมาเป็นทำนอง

นิ้วยาวชี้กวาดไปยังพุ่มเขียวรอบหอนาฬิกา บอกกลายๆให้ผมเหลือบแลไปทางทิศตรงปลายนิ้ว

 

ให้แปลกใจนักหนาที่จู่ๆบรรดาเจ้าตัวน้อยก็ค่อยๆเดินออกมาจากกอไม้โดยรอบ...ทีละตัวสองตัวจนเต็มสนาม...

 

ราวกับใช้เวทมนตร์...                                           

 

 

"ไม่ต้องแปลกใจหรอก....ที่พวกมันมาเพราะมันจำเสียงผมได้น่ะ"

 

"ก็เพราะผมมักจะมาให้อาหารพวกมันที่นี่บ่อยๆน่ะสิ....อย่าบอกนะว่าเชื่อที่ผมพูดไปเมื่อกี๊ด้วย"

 

 

 

ตีไหล่คนตรงหน้าแก้เก้อ....

พูดไม่ออก....

ว่าเผลอเชื่อคำพูดนั้นไปหมดใจ...ชั่วขณะหนึ่ง...จริงๆ...

 

 

"น่ารักจริงๆเลยน๊า....."

 

 

ผมรู้สึกเหมือนใบหน้าจะซับสีเลือดขึ้นมา....เพราะคำเอ่ยเย้าของคนข้างๆ

เสเดินออกไปกลางวงประชุมของเจ้าสี่ขา  พยายามมองหาตัวน้อยสีดำ

แอบหวังไปว่ามันจะมาร่วมชุมนุมกลางดึกนี้ด้วย....

 

แต่ก็ไม่....

 

 

หมดล้า...เหนื่อยอ่อน...หมดเรี่ยวแรงจะคิดทำอะไรต่อไป

ขาสองข้างเหมือนถูกถ่วงด้วยของหนักๆ

 

กลั้นสะอื้นก้อนโต และ หยดน้ำใสที่เอ่อคลอดวงตาสุดแรง

คิดถึง....คิดถึงมาก

รู้...รู้ว่าเจ้าตัวจ้อยโปรดปรานการเดินเล่นยามวิกาลแค่ไหน

ยิ่งคืนที่พระจันทร์ดวงโตลอยเอื่อยเหมือนคืนนี้ด้วยแล้วนั้น...ก็ยิ่งชอบอกชอบใจ

กลับมาเสียดึกดื่นค่อนคืนทุกครั้ง

 

แต่ไม่รู้...ไม่รู้จริงๆ...ว่าตอนนี้เด็กน้อยคนนั้นไปอยู่ที่ไหน  เป็นอย่างไรบ้าง?

 

 

ยูชอนพยายามบอกให้ผมตัดใจ  ล้มเลิกการตามหา

แต่ผมไม่สามารถทำได้

พวกเราโตด้วยกันมา....อยู่ด้วยกันมาตลอด

เป็นครอบครัว....ของกันและกันมาตลอด...

จะให้ทิ้งขว้าง ไม่สนใจ....ทำไม่ได้หรอก....ไม่มีทาง....

 

เสียงสะอื้นค่อยๆหลุดรอดออกมาเล็กน้อยจากริมฝีปากของผม...ที่ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่ามันสั่นระริก

 

ผมหนาว...หนาวกับอากาศเย็นเยียบแบบนี้

ผมเหงา...เหงาทุกทีที่ต้องอยู่กับอากาศที่เยียบเย็นเพียงลำพัง...

 

ผมเหนื่อย...ล้ากับการตามหาสิ่งที่ผมขาดหายไป...เหลือเกิน...

 

 

กว่าจะรู้สึกตัว...ว่ากายมันอบอุ่นขึ้น

ผมก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของคนตรงหน้าเสียแล้ว

 

น่าแปลก...ที่อ้อมแขนอุ่นกว้างตรงหน้ามันทำให้ความหนาวเย็นในจิตใจของผมถูกไล่หายออกไปหมด

อบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า....

สบายใจ...

เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา....

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มยิ้มออกมาได้บ้าง

 

 

 

"คุณนี่...ใจดีมากเลยนะ...สาวๆคงหลงคุณน่าดู"

 

แอบขำที่เห็นคนถูกชมใบหน้าซับสีเลือดขึ้นมาบ้าง

 

 

"แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่กลางดึกกัน?"

"แมวของผม...ก็หายออกไปจากบ้านเหมือนของคุณนั่นล่ะ..."

 

แววตาหม่นแสงลงจนผมรู้สึกได้  และพลอยหม่นหมองตามไปด้วย

 

"ผมออกมาให้อาหารแมว...ก็หวังว่าแมว..ของผม...จะโผล่ออกมาเหมือนกัน"

 

 

เสียงนาฬิกาดังกังวาน....อีกสี่ชั่วโมงก็จะเช้า....

ผมเอ่ยชวนยูชอนให้ออกไปตามหาเจ้าตัวเล็กด้วยกัน...

ไม่เป็นไร...

ยังพอมีเวลา...

 

 

 

 

แต่แล้วขาของผมก็ถูกฉุดไว้อีกครั้ง  ด้วยแรงบีบที่ข้อมือจากคนข้างๆ

ค่อยๆหันกลับไปมอง  เอ่ยถามด้วยแววตา

 

"ฟังผมนะ..."

เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง

 

 

ตาสบตา

เหมือนถูกสะกด....ผมไม่สามารถฝืนตัวเองให้หลบสายตาคู่นี้ได้เลย

หัวใจเต้นแรงและเร็ว...

สังหรณ์ใจประหลาด...

ไม่อยากให้คนตรงหน้าเอ่ยอะไรออกมา...

ด้วยรู้....รู้ดี...ว่าเขาจะพูดอะไร

 

ส่ายหน้าช้าๆ

"ไม่ต้องพูดอะไรหรอก"

 

ปลายตาเห็นคนตรงหน้าชะงักงัน...ก่อนจะเอ่ยขอโทษแผ่วหวิว

 

"ไม่จำเป็นต้องขอโทษผมหรอก...เพราะผมรู้ความจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว"

 

ม่านน้ำในตาทำเอาใบหน้าของร่างโปร่งตรงหน้าพร่ามัวไปถนัดใจ

วินาทีนี้ ผมไม่มีแม้แต่แรงจะพยุงฝืนตัวให้เก็บอาการอะไรไว้อีกแล้ว

ร่างกายสั้นเทิ้ม  สะอื้นไห้อย่างแรง

 

รู้...ผมรู้...รู้ตั้งแต่ตอนที่พบกับยูชอนครั้งแรกแล้ว

 

ท่ามกลางละอองน้ำค้างเย็น....และกอหญ้าชอุ่ม....

สิ่งที่แสงจันทร์สาดส่องให้เห็น...

คือกองก้อนหินทับซ้อน  พร้อมดอกไม้ดอกเล็กวางเคียงขนาน

 

เหลือบแลมายังฝ่ามือเรียวของคนตรงหน้า

มือที่เปื้อนดิน...ที่กำปลอกคอของ ซิลเวอร์ เอาไว้แน่น...

 

เพียงเท่านั้น...

มันมากพอที่จะทำให้ผมคาดเดาอะไรๆออกหมดแล้ว

 

เพียงแต่ผมยังไม่อยากเชื่อในความคิดของตัวเอง

เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง....

ก็เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย

 

ไม่รับไม่รู้...ว่าแมวตัวนั้น...

ซิลเวอร์ตัวนั้น....

ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว...

 

 

ถึงจะอ้อนวอนร้องขอต่อเทพองค์ใด...

ตามหาให้วุ่นวายขนาดไหน...

ร้องไห้หนักเท่าไหร่...

มันก็ไม่กลับมา

 

 

"ผมเห็นภาพของคุณซ้อนทับกับตัวเองที่ออกตามหาแมวเหมือนกัน...ก็เลยไม่กล้า...ไม่กล้าพูดความจริงออกไป..."

 

"ขอโทษครับ"

น้อมศีรษะที่สวยได้รูปลงต่ำ เพื่อขอขมาผม

 

สั่นศีรษะ  พยายามฝืนยิ้มให้คนตรงหน้า

ไม่หรอก...ผมเข้าใจ...

 

ตราบใดที่เรายังไม่เห็นกับตา...

ว่าร่างเล็กๆนั้นเย็นเยียบและไม่ขยับไหวอีกต่อไปแล้ว

ย่อมไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าเจ้าตัวจ้อยจะจากไปจริงๆ

 

อยากจะลองเชื่อดู...ว่ามันยังคงเดินชมจันทร์อยู่ที่ไหนสักแห่งมากกว่า....

 

ยูชอนนิ่งเงียบไปนาน  ก่อนท้ายที่สุดจะทิ้งตัวลงมาพิงหลังของผมเอาไว้

แผ่นหลังของคนตัวโต กว้างกว่าของผมเยอะทีเดียว....

 

"ยูชอน....หรือว่า???...แมวของคุณก็..."

"อย่าพูดต่อนะ....แล้วก็อย่าหันหน้ามาด้วย..."

 

สิ่งที่ผมรู้สึกต่อมาคือแผ่นหลังของเขาที่สั่นไหวน้อยๆในความเงียบงันของราตรีกาล

 

ทั้งความอบอุ่น  ความเจ็บปวดทั้งหลาย

ถูกถ่ายทอดออกมาจากแผ่นหลังของเขาได้ดีกว่าคำพูดใดๆ

 

 

ช่างเป็นเรื่องเศร้า....

เศร้าจนผมกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

 

แต่ผมก็อุ่นใจ....

เมื่อรู้ว่าคืนนี้....ผมไม่ต้องร้องไห้เพียงลำพัง...

 

 

 

 

 

คืนนั้นผมกลับไปนอนด้วยความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง

ผล็อยหลับไปอย่างเหนื่อยล้า...

 

ในเสี้ยวคำนึง

เอะใจ...

 

ผมจำได้ว่าไม่ได้แนะนำตัวกับยูชอน

แต่ทำไมเขากลับเอ่ยชื่อของผมออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

 

แล้วผมจะได้พบกับเขาอีกรึเปล่ากันนะ....??

 

หรือเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมามันจะเป็นเพียงความฝัน

เป็นความอัศจรรย์ใต้แสงนวลของดวงจันทร์??

 

 

 

 

 

 

 

"อรุณสวัสดิ์ครับ"

 

 

"และแล้ววันนี้นายก็มาสายอีกตามเคย...สินะ...คิม จุนซู"

 

 

มือเตรียมหยิบเศษกระดาษปั้นเป็นก้อน สร้างอาวุธที่คุ้นเคย

คิดก่อสงครามย่อยๆประจำวันกับเพื่อนตัวดี

 

แต่ก็หยุดชะงักมือลง

เมื่อเริ่มจดจำเสียงทุ่ม นุ้ม ที่เอ่ยออกมาได้...

 

 

 

"สวัสดีครับ...ผม ปาร์ค ยูชอน  จากแผนกมาร์เกตติ้งของสาขาใหญ่ครับ...เราเพิ่งเคยเจอกันสินะ..."

 

มือเรียวถูกยื่นออกมาตรงหน้าผมอีกครั้ง...รอยยิ้มอุ่นที่คุ้นเคยถูกส่งมาให้

 

ไม่รู้ทำไม...

ผมยิ้มกว้างตอบกลับเกือบจะทันที

ก่อนจะยื่นมือออกไปกุมแน่น

 

"ครับ....ยินดีที่ได้รู้จัก...."

 

 

 

แล้วเรื่องราวมหัศจรรย์ในคืนนั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป

ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันสดใส

ในวันที่ฝนหยุดตกพอดิบพอดี.....

 

 

 

Talk :  SF เรื่องที่สองที่ลงบอร์ด  ได้แรงบันดาลใจมาจากมังงะเรื่องนึง ที่ไปอ่านที่บ้านคุณเพื่อนมาแล้วลืมชื่อ...ฮ่าๆ  ตอนที่แต่ง แน่นอน ยังอยู่ในฤดูฝนเช่นเคย  แถมกำลังนั่งเล่น นอนเล่นกับแมวที่บ้านอยู่พอดี ฮ่าๆ  ทีแรก สารภาพเลยว่ากะจะให้เป็นคู่อื่นที่ไม่ใช่ยูซู...เอ่อ...กะจะแต่งเป็นทูยูนั่นล่ะ  แต่จิ้นไม่ออกอ่ะ  แบบว่าคู่โปรดทูยูอ่านได้ แต่ดันแต่งเองไม่ได้ซะงั๊น เอิ๊กๆ แต่เพราะอิมเมจตัวละครในฟิค มันมีภาพของแป๊กกี้ที่เลิฟลอยมาในหัวเวลาแต่ง เพราะงั๊นถ้าจะเปลี่ยนคู่ ยังไงๆมันก็ต้องมีปาร์คแสดงนำอยู่ด้วยแน่นอน เหอๆ แล้วหวยก็มาออกที่ยูซูในที่สุด ซึ่งก็นะ...ออกมาเลิศเลอพอร์เฟคมากๆอ่ะ คิดถูกแล้วที่เลือกคู่นี้...อิอิ

 

 

 

 

edit @ 3 Feb 2008 13:21:40 by Karyou-chan